สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีความสนใจที่จะทำธุรกิจ แนะนำให้มาอ่านบทความได้ที่นี่

เว็บที่จะแนะนำเรื่องราวการทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จมากมาย

ผู้หญิงกับการกินคลีนเพื่อสุขภาพให้ถูกวิธี

ช่วงนี้ได้ยินสาวๆ พูดคุยเรื่อง การกินคลีน กันอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็คิดแค่ว่า การกินคลีนเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการทานอาหารลดน้ำหนัก ดูแลรูปร่าง ของสาวๆ ที่รักษาหุ่น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้นนะคะ แต่การกินคลีนยังช่วยเรื่องระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย มารู้จักการกินคลีนกันดีกว่า ว่าการกินคลีนคือกินอย่างไร วิธีไหนถึงจะถูกต้องที่สุด

การกิน อาหารคลีน หลักๆ แล้วเป็นแนวทางการทานอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งการทานอาหารตามแนวทางนี้จะได้ผลพวงเป็นการทานอาหารลดน้ำหนักไปด้วยในตัว เพราะเราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ร่างกาย นั่นคือการเลือกรับประทานวัตถุดิบที่สดสะอาด เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ 5 ข้อกินคลีนเพื่อสุขภาพ เทรนด์ใหม่อาหารลดน้ำหนัก

1.เลือกทานของสด ขอย้ำว่าสดจริงๆ ค่ะ หากได้รับประทานผักผลไม้สดๆ ที่ไม่ผ่านการประกอบอาหารด้วยแล้วก็จะยิ่งดีนะคะ เพราะการกินคลีนมุ่งเน้นการทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งและผ่านกระบวนการประกอบอาหารให้น้อยที่สุด เป็นการกลับสู่การทานอาหารรสชาติธรรมชาติ
2.ลดรสชาติ อาหารแปรรูปส่วนใหญ่จะแต่งเสริมเติมสาร เพิ่มรสชาติให้ลิ้นรู้สึกอร่อย แต่นั่นเป็นผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นความหวานจากน้ำตาลที่มากเกินไป โซเดียมที่ใส่ในขนมกรุบกรอบ ยังไม่รวมผงชูรสที่อร่อยลิ้นแต่เป็นพิษต่อร่างกาย พยายามลดพฤติกรรมเสพติดรสชาติอาหารให้ได้ การกินคลีนก็จะเป็นการทานอาหารลดน้ำหนักไปในตัว
3.เลี่ยงอาหารกระป๋อง ทิ้งอาหารแช่แข็ง อย่างที่เกริ่นไว้ว่าการกินคลีนคือการทานอาหารที่สดใหม่ ดังนั้นจำพวก Junk Food อาหารกระป๋อง หรืออาหารแช่แข็ง ก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกันค่ะ เพียงแค่เลิกทานอาหารเหล่านี้ก็เท่ากับว่าสาวๆ กำลังทานอาหารลดน้ำหนักเลยนะคะ ดีต่อสุขภาพแล้วได้หุ่นสวยมาให้ชื่นใจ
4.เลือกวัตถุดิบไม่ขัดสี จำพวกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท มัลติเกรน หรือแม้แต่น้ำตาลทรายไม่ขัดขาว ซึ่งการกินคลีนไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อของแพงๆ มาทานนะคะ แต่เป็นการเลือกซื้อ เลือกช้อป สิ่งที่ดีต่อร่างกายจริงๆ มากกว่า ยิ่งถ้าสามารถทำอาหารทานเองหรือทำขนมเองได้ก็จะยิ่งดีเลยค่ะ เพราะเราจะสามารถเลือกวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารได้ เราจะได้กินคลีนกันอย่างคลีนจริงๆ
5.ห้ามอดอาหาร การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการกินคลีนให้ประสบความสำเร็จ เพียงแต่ต้องเลือก จำกัดปริมาณให้เหมาะสมในแต่ละมื้อ ซึ่งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ก็ยังจำเป็นต่อร่างกาย แต่ควรเลือกทานแป้ง ข้าว หรือขนมปังชนิดที่ไม่ขัดสี ส่วนไขมันก็ควรจะได้จากการรับประทานปลาให้บ่อย เพราะเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย

สิ่งที่ยากที่สุดของการกินคลีนคือการหักห้ามใจ แต่ถ้าสามารถทำได้แล้วล่ะก็ สาวๆ ก็จะได้สุขภาพดี ผิวพรรณที่สดใส และร่างกายที่แข็งแรงมาเป็นรางวัลให้กับชีวิต

Sat, August 22 2015 » ธุรกิจ » Comments Off

สุขภาพสำหรับผู้หญิง วัย 40 ปีขึ้นไป

สุขภาพสำหรับผู้หญิง วัย 40 ปีขึ้นไป
ถ้าผู้หญิงเรามีสุขภาพดีทั้งกายและใจ จะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความแข็งแกร่งในการทำหน้าที่ตามบทบาทต่าง ๆ ที่มีในชีวิตประจำวัน และในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความสุขกับผู้คนรอบตัว โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงาน มีภาระความรับผิดชอบด้านการงานและครอบครัวเพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิดความเครียดการพักผ่อนน้อยและไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศหญิง ส่งผลกระทบต่อสมอง จิตใจ อารมณ์ มีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต อาการต่าง ๆ ที่จะสังเกตทราบได้มี
1. ประจำเดือนไม่แน่นอน บางทีมาถี่ ๆ บางทีก็ทิ้งช่วงหลายเดือนสลับกับการมาสม่ำเสมออยู่ระยะหนึ่ง บางคนจะมีเลือดประจำเดือนออกแบบแปลก ๆ เช่น เลือดประจำเดือนมากกว่าปกติหรือมาทุก 2-3 สัปดาห์
2. อาการร้อนวูบวาบ ราว ๆ 3 ใน 4 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีอาการดังนี้ อาการร้อนวูบวาบจะรำคาญมากที่สุดใน 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด โดยมีความรุนแรงและความถี่ หรือระยะเวลาเป็นสั้นยาว ต่าง ๆ กันไป ในผู้หญิงแต่ละคน แต่โดยมากจะบรรเทาเบาบาลงใน 1-2 ปี
3. อาการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะเป็นความลำบากในการหลับหรือตื่นบ่อย ๆ กลางดึก หรือตื่นเช้ากว่าปกติ
4. อารมณ์แปรปรวน เกิดอาการซึมเศร้า หรือหงุดหงิด
5. ปัญหาของช่องคลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่น และความหล่อลื่นลดลง ทำให้การร่วมเพศไม่สะดวกราบรื่น
6. การเจริญพันธุ์น้อยลง เนื่องจากการตกไข่ไม่แน่นอนทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง แต่ก็อาจตั้งท้องได้ทุกเมื่อ จนกว่าประจำเดือนหยุดมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม
7. การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง ความเต่งตึงและความชุ่มชื้นของผิวหนัง มีผลจากการที่ร่างกาย สร้างสารคอลลาเจน เมื่อฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนลดลง การผลิตสารคอลลาเจนก็จะลดลงด้วย ผิวหนังของหญิงวัยหมดประจำเดือน จะเริ่มบางลง มีความยืดหยุ่นลดลง แห้ง และเหยี่ยวย่นง่ายขึ้น
ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่พบบ่อยในผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไปจำนวน 10 อันดับแรก ได้แก่
1. ไขมันในเส้นเลือดสูง (ร้อยละ 79)
2. กลุ่มอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน (ร้อยละ 54)
3. กระดูกบาง (ร้อยละ 29)
4. ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 35)
5. โรคเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านม (ร้อยละ 30)
6. กรดยูริคในเลือดสูง (ร้อยละ 29)
7. โรคอ้วน (ร้อยละ29)
8. โรคกระดูกพรุน (ร้อยละ 29)
9. ข้ออักเสบ (ร้อยละ 20)
10. เบาหวาน (ร้อยละ 6)

Fri, July 17 2015 » ธุรกิจ » Comments Off

ทำความรู้จักกับ ฝ้า กันดีกว่า

ทำความรู้จักกับ ฝ้า กันดีกว่า
สาเหตุหลักของฝ้า กระ นั้นมักจะเกิดจากแสงแดดเป็นหลัก วิธีการป้องกันการเกิดฝ้า ลดฝ้า ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังกล่าวว่า ผู้หญิงเอเชียส่วนใหญ่ ใส่ใจกับเรื่องผิวคล้ำจากการผลิตเม็ดสีผิวที่มากเกินไป หรือการผลิตเม็ดสีที่ไม่เท่ากัน ซึ่งทุกสภาพผิวมีโอกาสได้รับผลจากการผลิตเม็ดสีที่ผิดปกติ ผลกระทบจากภายนอก เช่น แสงแดด หรือปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน หรือจากสภาพผิวที่ได้รับการถ่ายทอดตามกรรมพันธุ์ โดยมากการผลิตเม็ดสีผิวที่ผิดปกติ จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก สำหรับผู้ที่มีผิวมัน และเป็นไปตามเชื้อชาติ

ฝ้า มีลักษณะคล้ายๆกับ จุดด่างดำ แต่มีบริเวณที่กระจายกว้าง เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน เช่น การตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด ฝ้าจะแบ่งได้ 2 ชนิด

  1. ฝ้าแบบตื้น จะอยู่ในชั้นผิวหนังกำพร้า หรือ ผิวหนังชั้นนอก ลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัดเกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว โดยการใช้ยาทา และครีมกันแดด ครีมรักษาฝ้า สามารถลบเลือนให้หายได้
  2. ฝ้าแบบลึก จะอยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก จะเกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน รักษาได้ยากกว่าฝ้าชนิดตื้น ไม่หายขาดการใช้ ครีมรักษาฝ้า เพียงแต่ช่วยให้ดีขึ้นเท่านั้น

กรณีการเกิดฝ้าบนผิวชั้นหนังกำพร้า สามารถรักษาด้วย ครีมรักษาฝ้า แต่ถ้าลึกว่าชั้นหนังกำพร้า ก็ไม่สามารถรักษาได้ด้วย ครีมรักษาฝ้า โดยปกติจะรักษาแบบตรงจุด เช่น การลอกผิว การกรอผิว ซึ่งจะส่งผลการรักษาได้รวดเร็ว

กระบวนการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน

สารเมลานิน หรือเม็ดสี สร้างจากเซลล์ผิวหนังเป็นเซลล์ที่เจริญมาจากเซลล์ระบบประสาท ซึ่งแทรกตัวอยู่ในชั้นหนังกำพร้าส่วนล่างสุด เซลล์เมลาโนไซต์หนึ่งเซลล์ จะแตกแขนงเป็นร่างแหเล็กๆ ยื่นไปสัมผัสเซลล์ผิวหนังประมาณ 35 เซลล์

เมลานิน ทำหน้าที่กรองรังสีที่จะมาทำอันตรายเซลล์ผิวหนัง โดยมีความสามารถกรองรังสี UV ยิ่งถ้ามีการตากแดดมากเท่าไหร่ เมลานินก็จะถูกสร้างขึ้นมากเท่านั้น โดยรังสี UVA ทำให้เกิดผิวสีแทน ฝ้า กระ เป็นสาเหตุเร่งการชราภาพของผิวหนัง ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และรังสี UVB ทำให้ผิวไหม้ และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง

Mon, June 29 2015 » ธุรกิจ » Comments Off

ปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรละเลยสำหรับคุณผู้หญิง

สำหรับเรื่องสุขภาพถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้หญิงเป็นอย่างยิ่ง หากไม่ได้รับการดูแลสุขภาพหรือตรวจร่างกายเป็นประจำก็อาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคกระดูกพรุน มะเร็งรังไข่ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะติดเชื้อ HPV และมะเร็งปากมดลูก  ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยมีรายละเอียดต่างๆดังนี้

– โรคกระดูกพรุน ซึ่งโรคนี้จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการใช้แคลเซียมสำหรับสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูก โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงด้วย ถ้าหากไม่รักษาก็จะทำให้กระดูกบางลงและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

– มะเร็งรังไข่ เป็นโรคที่ตรวจพบได้ยากเพราะไม่มีอาการเริ่มแรก หรืออาการใด ๆ บ่งบอก ซึ่งการตรวจพบของโรคนี้ไม่สามารถพบได้จากการคัดกรองเบื้องต้น จำเป็นจะต้องตรวจจากเนื้องอกที่เกิดขึ้นและต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจจึงจะทราบอาการที่แท้จริง ทั้งนี้มะเร็งรังไข่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

– การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จะเกิดขึ้นในช่วงปลายของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า ท่อปัสสาวะอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบหากการติดเชื้อเกิดขึ้นที่ส่วนบนของระบบก็จะทำให้มีผลต่อท่อไตที่จะนำไปสู่ไต กลายเป็นกรวยไตอักเสบได้

– ภาวะติดเชื้อ HPV และมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสาเหตุหลักมาจากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus หรือ HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ ไวรัสชนิดนี้ สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูกยิ่งทำการรักษาเร็วก็ยิ่งจะทำให้อัตราการรอดชีวิตมีสูงขึ้น เนื่องจากมะเร็งในระยะแรกนั้นจะถูกจำกัดอยู่แค่เพียงภายในมดลูกเท่านั้น แต่ถ้าหากมะเร็งเกิดการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ อย่างเช่น ปอด ก็จะทำให้การมีชีวิตอยู่นั้นจะลดเหลือเพียงแค่ 5% เท่านั้น

– ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตยังบริเวณอื่น ๆ ภายในร่างกาย อย่างเช่น บริเวณท่อนำไข่ รังไข่ หลังมดลูก ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ กระดูกเชิงกราน แผลในช่องท้อง และปอด ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่มีรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน หรือมีประจำเดือนนานกว่า 1 สัปดาห์ก็มีความเสี่ยง

ทั้งนี้การดูแลสุขภาพสำหรับผู้หญิงนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงควรหมั่นไปพบแพทย์หรือหาเวลาว่างเพื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อป้องการโรคภัยต่างๆที่อาจจะนำมาสู่ตนเองได้

 

Mon, April 27 2015 » ธุรกิจ » Comments Off

ช็อกโกแลตซีส โรคที่ผู้หญิงควรระวัง

โรคช็อกโกแลตซีส เป็นโรคทางการแพทย์ที่ผู้หญิงจะรู้จักกันดี เพราะในปัจจุบันมีผู้หญิงที่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น และใครที่เป็นโรคนี้คงจะรู้ถึงความร้ายกาจของโรคนี้ดี และสร้างความทรมานให้กับสาว ๆ ที่เป็นโรคนี้ไม่น้อย โดยจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่ง ความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือด อยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึม กลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต

สาเหตุของโรคช็อกโกแลตซีสเกิดจากเลือดเก่าเหมือนช็อกโกแลตข้น ๆ ซึ่งเกิดจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องแล้วไปฝังตัวตามที่ต่าง ๆ กลายเป็น “เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่” อาจเป็นเพราะร่างกายมีปัจจัยบางอย่างผิดปกติ ทั้งที่ควรจะลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำ ก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึง ถุงน้ำก็จะ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็ว มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกาย ของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้น ก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ

ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ควรไปตรวจภายในปีละครั้ง โดยเฉพาะคนที่มีอาการปวดประจำเดือนมาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากช็อกโกแลตซีสต์ในบางรายก้อนไม่ใหญ่ ไม่ถึง 5 เซนติเมตร บางครั้งการตรวจภายในอาจคลำไม่เจอ ต้องดูจากอัลตราซาวด์ แต่ผู้หญิงที่ไปตรวจภายในไม่ได้ตรวจอัลตราซาวด์ทุกราย ยกเว้นคนไข้ที่มีลูกยากจะตรวจหมด ทำให้พบช็อกโกแลตซีสต์มากขึ้น

ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลต ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก และหลายๆกรณีแพทย์บางคน ผ่าตัดเอามดลูก และรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย นอกจากนี้ยังมีวิธีรักษาอย่างอื่น เช่น การใช้ยา ซึ่งมีทั้งการใช้ยาในกลุ่มที่มีฮอร์โมน และ กลุ่มที่ไม่มีฮอร์โมน เพื่อควบคุมฮอร์โมนในร่างกายไม่ให้อยู่ในระดับสูงเกินไป ซึ่งจะทำให้มีปะจำเดือนน้อยลง ลดการไหลย้อนกลับของประจำเดือน

Tue, March 31 2015 » ธุรกิจ » Comments Off